10 November 2008บ้านของแมว ๙ : แย่งชิง

หลังจากเจ้าหน้าด่างหายไป แม่อ้วนก็ไม่มีเพื่อนเล่น บางเวลาท่าทางเหงามากยิ่งขึ้น ชอบมานั่งตรงประตูกระจกมองออกไปนอกรั้วคราวละนานๆ ตอนค่ำกินอาหารเสร็จก็ชอบออกไปนอนหมอบอยู่บนม้านั่งนอกบ้าน พอดึกหน่อยค่อยเข้าบ้าน

ถึงตอนนี้แม่อ้วนกินอาหารในบ้านแล้ว โดยยึดมุมหนึ่งในครัวเป็นห้องอาหาร วางจานข้าว จานอาหารเม็ด จานใส่นม ขันใส่น้ำ ส่วนกะละมังใส่ทรายสำหรับอึและฉี่วางไว้อีกมุมหนึ่ง เครื่องครัวชุดนี้สำหรับอาหารตอนกลางคืน เพราะตั้งแต่ท้องแม่อ้วนกินจุและกินอยู่เรื่อยๆ ชดเชยที่ไม่ได้กินตอนกลางวัน

บ้านทั้งหลังกลายเป็นของแม่อ้วนไปเกือบสมบูรณ์ เหลือเพียงห้องพระเท่านั้นที่ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปสำรวจ ห้องนอนของคนเลี้ยงตอนกลางคืนเปิดประตูแง้มไว้ ถ้าหากอยากจะเข้ามาแย่งที่นอนคนก็เข้ามาได้ เมื่อเปิดโอกาสงามๆให้แบบนี้มีหรือแม่อ้วนจะปฏิเสธ ดังนั้นจึงปรากฏเหตุการณ์คนกับแมวแย่งพื้นที่บนเตียงนอนบ่อยๆ หลายครั้งที่คนเลี้ยงฝ่ายชายยอมลงไปนอนที่พื้น เป็นอันว่าห้องนี้ก็โดนแมวยึดไปเรียบร้อยแล้ว

แรกเริ่มเดิมทีนั้นแม่อ้วนกินนอนนอกบ้าน คนเลี้ยงทั้งสองไม่ยอมให้เข้าบ้านเด็ดขาด แต่ต่อมาก็ใจอ่อน ยอมให้เข้ามาเล่นในบ้านได้จนถึงเวลาคนนอน ขณะที่อยู่ในบ้านแมวสุดแสนจะร่าเริง มีความสุข พอถึงเวลาออกนอกบ้านเกิดอาการหงอยขึ้นมาทันที เมื่อถูกจับไปปล่อยไว้นอกบ้านก็เดินมานั่งมองอยู่ตรงประตูกระจกเป็นเวลานานสองนาน คนปิดประตู รูดม่าน ดับไฟข้างนอกบ้าน เตรียมเข้านอน ทำธุระปะปังเสร็จแหวกม่านออกดู แม่อ้วนยังคงนั่งอยู่ที่ด้านนอกประตู คนเลี้ยงรีบปิดม่านเข้านอน เป็นอยู่อย่างนี้นานนับเดือน จนคนเลี้ยงใจอ่อน

“ให้เขาเข้ามาอยู่ในบ้านเถอะ” สามีพูดกับภรรยาในคืนหนึ่ง หลังจากเปิดไฟ แหวกม่านมองเห็นแม่อ้วนนั่งจ๋องอยู่ข้างนอก “น่าสงสารจริงๆ ดูสิ ตาละห้อย เหมือนตัดพ้อเราใหญ่เลยน่ะ”

“ก็แล้วแต่คุณสิ” ภรรยาไม่คัดค้าน “ลองเปิดประตูสิ เข้าจะเข้ามาไหม”

สามีถอดสลัก แง้มประตูกระจกออกหน่อยหนึ่ง แม่อ้วนขยับตัว ท่าทางดีใจ

“เข้ามาสิอ้วน เข้ามาเร็ว ยุงเข้าบ้านนะ มา” คนเลี้ยงเรียก

“นี่คุณต้องหาอะไรใส่ทรายให้เขานะ” ภรรยาบอกสามี “เผื่อเขาจะอึจะฉี่ตอนกลางคืน”

“เอาอะไรดีล่ะใส่ทราย” สามีพูดขึ้น พยายามนึกหาวัสดุอุปกรณ์ที่จะนำมาแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า “เออ ลังกระดาษดีกว่า ใช้ลังแก้ขัดไปก่อน

คนเลี้ยงไปหยิบลังกระดาษที่ทิ้งไว้นอกบ้าน ใช้มีดตัดออกให้เหลือส่วนสูงประมาณสี่ห้านิ้ว เอากระดาษหนังสือพิมพ์รองก้นอีกชั้นหนึ่ง จากนั้นจึงเททรายแมวที่ซื้อมาจากร้านหมอใส่ในลัง โดยให้ทรายหนาประมาณสามนิ้ว เกลี่ยให้ทั่วกัน เสร็จแล้วยกลังไปวางไว้มุมห้องครัว อุ้มแม่อ้วนไปวางไว้บนทราย

“นี่ ที่ฉี่ของแม่อ้วนนะ ฉี่ตรงนี้ ปวดอึก็อึตรงนี้” คนเลี้ยงสั่งแมวเป็นการใหญ่ แม่อ้วนก้มลงดมอยู่ชั่วครู่แล้วหันมามองคนเลี้ยงเหมือนกับจะบอกว่ารู้แล้วน่า กลิ่นแบบนี้แหละห้องน้ำของอ้วนล่ะ

ที่จริงแล้วไม่จำเป็นต้องบอกก็ได้ เพราะไม่แน่ว่าแม่อ้วนจะเข้าใจที่คนพูดหรือเปล่า แต่โดยสัญชาตญาณแล้วพอได้กลิ่นเขาก็รู้ว่าตรงนี้คือที่ที่เขาจะต้องปล่อยของเสีย พอดมเสร็จก็หันรีหันขวางหาจังหวะ ขาหน้าคุ้ยทรายให้เป็นร่อง แล้วนั่งลงฉี่ พอเสร็จธุระก็ตะกุยทรายกลบ ก้มลงดมแล้วก็คุ้ยกลบอีกครั้ง จนไม่มีกลิ่นฉี่นั่นแหละจึงกระโดดออกจากลังทราย วิ่งออกจากห้องครัว

วันรุ่งขึ้นได้กล่องโฟมจากพี่อี๊ด-อัญชลีมาใช้แทนลังกระดาษ กล่องที่ว่านี้ติดมากับกล่องคอมพิวเตอร์เพื่อกันการกระแทก พี่อี๊ดบอกว่าที่แผนกยังมีเหลืออีกบานเบอะ จะเอาอีกเมื่อไรบอก เป็นอันว่าแม่อ้วนได้ห้องน้ำที่เท่พอดู

ทุกๆเช้าคนเลี้ยงต้องยกห้องน้ำแมวออกไปไว้นอกบ้าน ตักอึแมวใส่ถุงพลาสติกทิ้งถังขยะ ใช้ไม้คุ้ยทรายแฉะๆด้านล่างขึ้นมาไว้ข้างบน วางไว้ตรงแดดส่องถึง ทำให้ทรายแห้ง กลิ่นฉี่จางลง ตอนค่ำค่อยยกเข้ามาวางไว้ในบ้าน เติมทรายลงไปอีก เท่านี้ห้องน้ำแมวก็สะอาดพอใช้

หลังจากเข้ามานอนในบ้านได้แล้ว แต่ยังไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวในห้องนอน พอถึงเวลานอนแม่อ้วนต้องถูกกีดกันให้อยู่ข้างนอกห้องนอนเพียงลำพัง เหตุการณ์เป็นไปคล้ายกับตอนที่อยู่นอกบ้าน คือมานั่งเฝ้านอนเฝ้าที่หน้าห้องนอนทุกคืน เปิดประตูออกไปดึกดื่นเพียงใดก็เห็นทำหน้าจ๋อยอยู่หน้าห้องทุกครั้ง ในที่สุดจะเรียกว่าคนแพ้ใจตัวเองหรือแพ้ลูกอ้อนของแมวก็ไม่ทราบได้ จึงเปิดประตูห้องนอนไว้ให้เข้าออกได้ตลอดเวลา

“ไหนๆก็ไหนๆแล้วให้เขาเข้ามาเถอะ” สามีบอกภรรยา “เลี้ยงยังกะลูกเลยนะนี่ วาสนาผูกพันกันมาตั้งแต่ชาติไหนน้อ หือแม่อ้วน”

แม่อ้วนไม่สนว่าคนพูดอะไร นอนเอาคางเกยขาอันเป็นท่านางงามอย่างสบายอารมณ์อยู่ปลายเตียง เป็นอันว่าการบุกยึดห้องนอนด้วยวิธีสันติของแม่อ้วน ประสบผลสำเร็จเรียบร้อยโรงเรียนแมว

เจ้าหน้าด่างหายไป ไอ้ตัวเกเรมาป้วนเปี้ยนบ่อยขึ้น ตอนกลางวันที่คนไม่อยู่บ้านคงมาแย่งกินข้าวและอาหารเม็ดจนหมด รวมทั้งตัวแม่และตัวอื่นอีกสองสามตัวที่อยู่ข้างนอกนั่นด้วย ซึ่งถึงตอนนี้ทุกตัวอาศัยกินข้าวกินน้ำที่บ้านนี้ไปโดยปริยาย เมื่อคนเลี้ยงกลับมาถึงแม่อ้วนแสดงอาการหิวโหยเต็มที

ปกติก็หิวจะแย่อยู่แล้ว แต่ตอนนี้มีเจ้าตัวเล็กๆอยู่ในท้องก็ยิ่งต้องการอาหารมากขึ้น เมื่อกลางวันกินไม่เต็มอิ่ม ตอนกลางคืนจึงกินอย่างเต็มที่ คลุกข้าวกับปลาทูใส่จานให้กินตอนหัวค่ำมากกว่าตอนยังไม่ตั้งท้อง ส่วนมื้อดึกๆก็กินอาหารเม็ดที่เทไว้เต็มจาน

พอนานเข้าสามารถปรับตัวได้หรืออย่างไรก็ไม่ทราบ แม่อ้วนไม่ค่อยแสดงอาการหิวมากนักเมื่อคนกลับถึงบ้านตอนค่ำ ความหิวคงลดลงมาอยู่แค่ระดับธรรมดา ไม่ร้องเหมียวๆเหมือนที่เคยเป็น แม้วันหยุดเสาร์อาทิตย์ที่คนอยู่บ้าน แม่อ้วนก็ไม่ค่อยกินอาหารตอนกลางวันเท่าไรนัก หากแต่เน้นหนักตอนกลางคืน

“สงสัยจะกลายเป็นแมวนกเค้าละมังนี่” สามีพูดกับภรรยา “กลางวันนอน กลางคืนหากิน”

“แบบนี้ก็แย่น่ะสิ” ภรรยาพูดทีเล่นทีจริง ขณะหาหมัดให้แม่อ้วน ซึ่งนานๆจะยอมให้ทำแบบนี้สักครั้ง “นี่แสดงว่าเราเลี้ยงแมวให้เสียแมวไปแล้วใช่ไหม”

“ดีเหมือนกัน จะได้ไม่ต้องไปแย่งของกินกับไอ้พวกข้างนอกนั่น แต่ยังสงสัยอยู่อย่างหนึ่ง เจ้าตัวเล็กที่จะเกิดมานี่มันจะกินตอนกลางคืน นอนตอนกลางวันเหมือนแม่รึเปล่า”

“ก็รอดูซิ อีกไม่นานก็รู้หรอก” ภรรยาพูดขณะสาละวนกับการไล่บี้หมัด แม่อ้วนขยับตัวขัดขืน “เดี๋ยวสิอ้วน นี่ ตัวเบิ้มเริ่มเลย อย่าขยับ ว้า! ไม่ทันแล้ว เดี๋ยวๆนี่อีก…”

แม่อ้วนไม่ยอม ลุกขึ้นเดินอุ้ยอ้ายไปนั่งเลียขนอยู่ห่างๆ คงรำคาญที่คนมายุ่งกับเนื้อตัวของตน แต่คงเป็นเพราะท้องโตเต็มที่แล้ว ตอนเอี้ยวคอเลียด้านหลังจึงเอี้ยวไปไม่ถึง แถมยังเสียหลักล้มแผละลงนอนแผ่ ทำเอาคนเลี้ยงหัวเราะขำ

ท้องใหญ่ขึ้นทุกที กินอาหารเพิ่มมากขึ้น เริ่มออกสำรวจซอกมุมต่างๆในบ้าน เป็นการเตรียมหาที่คลอดลูกตามสัญชาตญาณของแมว มุดเข้าไปใต้ตู้ ใต้เตียง ใต้โต๊ะ ใช้เท้าเขี่ยคุ้ยเสียงดังแกรกกราก โดยเฉพาะในห้องเก็บหนังสือจะเป็นที่ที่แม่อ้วนชอบเข้าไปสำรวจที่ทางมากที่สุด

“ท่าทางใกล้จะคลอดเต็มทีแล้ว” สามีพูดกับภรรยาในตอนค่ำวันหนึ่ง “หนังสือเขาบอกว่าถ้าแมวท้องเริ่มมีพฤติกรรมแบบนี้ แสดงว่ากำลังหาที่คลอด”

“แล้วเขาบอกหรือเปล่าว่าคนเลี้ยงแมวต้องทำยังไงตอนแมวจะคลอด” ภรรยาถาม เธอซื้อหนังสือเกี่ยวกับการเลี้ยงแมว แต่ไม่ชอบอ่าน หน้าที่นี้จึงเป็นของสามี

“เราต้องช่วยเตรียมที่ทางให้เขาหน่อย ใช้ลังกระดาษน่าจะได้นะ เอาผ้าปูให้ดูน่าอยู่หน่อย วางที่ไหนดีล่ะ ในห้องหนังสือถ้าจะเหมาะ แม่อ้วนชอบเข้าไปในนั้น”

เป็นอันว่าห้องคลอดที่คนจัดไว้ให้คือห้องหนังสือ แม่อ้วนถูกอุ้มไปวางไว้ในลัง ฟังคนเลี้ยงบอกว่านี่นะที่คลอด ตอนคลอดลูกมาคลอดตรงนี้นะแม่อ้วน แม้คนจะพยายามบอกอยู่หลายครั้ง แต่แมวจะใช้หรือไม่ยังไม่รู้ เพราะวันต่อมายังเห็นแม่อ้วนเที่ยวหาที่ทางอยู่เหมือนเดิม

“เอามาเพิ่มอีกสักลังสองลังดีกว่านะ” สามีพูดกับภรรยาเชิงปรึกษาหารือ “เผื่อว่าจะชอบใจสักลัง”

“ก็ตามใจซิ” อีกฝ่ายไม่คัดค้าน

ดังนั้น ลังกระดาษจึงเพิ่มขึ้นอีกสองจุด คือตรงข้างตู้ไม้ซึ่งเป็นที่วางโทรทัศน์ไปในตัว กับที่มุมหนึ่งของห้องครัว ซึ่งสองมุมนี้เป็นมุมโปรดของแม่อ้วน

ถึงตอนนี้คนกับแมวไม่ต้องเปิดยุทธการแย่งเตียงนอนกันอีกแล้ว เพราะแมวนอนที่พื้นเสียเป็นส่วนมาก คงเป็นเพราะตัวอ้วนกระโดดขึ้นที่สูงไม่ไหว สำหรับอาหารก็ไม่ต้องแย่งกับแมวตัวอื่นๆที่กินอาหารด้านนอกบ้าน เพราะแม่อ้วนเน้นหนักมื้อกลางคืน

ตอนนี้ก็ได้แต่เฝ้ารอให้แม่อ้วนคลอดลูก และลูกแม่อ้วนคงไม่อาภัพอับโชคเหมือนแม่ที่ถูกทอดทิ้งตั้งแต่ยังเป็นทารกแมว เพราะมีคนตั้งสองคนรอเลี้ยงเจ้าเหมียวน้อยที่ยังอยู่ในท้องแม่เหล่านั้น

ดีไม่ดีอาจจะเกิดการเปิดศึกแย่งลูกแมวขึ้นก็ได้ ถ้าหากทั้งครอกมีเพียงตัวเดียว

เรื่องอื่นๆในหมวดเดียวกัน

Tags: , , , , ,

เชิญแสดงความคิดเห็นครับ

Free counter and web stats