10 November 2008บ้านของแมว ๘ : ผจญภัย

แม่อ้วนโตเป็นสาวจนตั้งท้อง เจ้าหน้าด่างก็โตเป็นหนุ่ม ช่วงนี้ไม่ค่อยเคลียคลอกับแม่เท่าไรแล้ว และนานๆจึงเล่นกับแม่อ้วนสักครั้งหนึ่ง แต่ยังชอบมานั่งอยู่ตรงประตู มองตามตอนแม่อ้วนเดินเข้าบ้านเหมือนเดิม

ถึงแม้เจ้าหน้าด่างจะไม่ได้เข้าบ้าน แต่ก็ได้กินอิ่มทุกมื้อ สองสามีภรรยาคลุกข้าวกับปลาทูมาให้ทั้งเช้าและเย็น เทอาหารเม็ดใส่จานไว้ให้ก่อนออกจากบ้านตอนเช้า เจ้าหน้าด่างจึงตัวโตสมกับอายุ สุขภาพแข็งแรง ไม่เคยป่วย

มีอยู่อย่างเดียวที่ทำให้เจ้าหน้าด่างไม่เป็นสุข นั่นคือไอ้เกเรตัวใหญ่ที่เข้ามายึดอำนาจในซอย กลายเป็นเจ้าพ่อไล่กัดแมวตัวอื่นๆ เจ้าหน้าด่างต้องคอยระวังตัว ถ้าเห็นไอ้เกเรเป็นต้องวิ่งหลบ ส่วนมากแล้วจะมุดลงในท่อระบายน้ำริมกำแพงในบริเวณบ้าน

แทบทุกวันที่กลับมาถึงบ้านตอนค่ำ จะเห็นเจ้าหน้าด่างโผล่ออกมาจากท่อข้างโอ่งน้ำ เดินมองซ้ายมองขวาระแวดระวัง ท่าทางตื่นกลัว พอมาถึงคนก็เคล้าแข้งเคล้าขา ร้องเหมียวๆเหมือนดีใจ

“เป็นไงหน้าด่าง” คนเลี้ยงแมวทัก นั่งลงลูบหัว เกาคางแมว ส่วนแมวก็พยายามเลียมือคน “ทำไมหลบอยู่ในท่อล่ะหือ เปียกแฉะเลยนี่ กลัวไอ้ตัวเกเรเหรอ”

เจ้าหน้าด่างตอบเป็นภาษาแมวเสียงเหมียวๆ ล้มลงหงายท้อง เอาอุ้งเท้าหน้าเกี่ยวมือคนไว้ ทำท่าจะกัด ซึ่งจะทำแบบนี้ทุกครั้งที่คนกลับมา คงรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัย

แล้วในวันหนึ่ง คนกลับมาถึงบ้านนานแล้วยังไม่เห็นเจ้าหน้าด่าง ส่วนแม่อ้วนเข้าบ้านกินอาหารอย่างเอร็ดอร่อย จากนั้นก็ทำความสะอาดเนื้อตัว คนเลี้ยงออกมาดูจานข้าวที่วางไว้ให้เจ้าหน้าด่าง ปรากฏว่ายังเต็มจานอยู่เหมือนเดิม

“หายไปไหนนะ” คนเลี้ยงแมวพึมพำ เดินมาชะโงกหน้าตรงประตูกระจก ร้องบอกภรรยาที่อยู่ในบ้านว่าเจ้าหน้าด่างหายไปไหนก็ไม่รู้ จากนั้นก็ออกไปเรียกหา “เหมียวๆ หน่างด่าง มากินข้าวเร็ว เหมียวๆ”

คนเลี้ยงแมวเคาะจานข้าวเสียงดังปิ้งๆ สลับกับร้องเรียกอยู่สักครู่ใหญ่ๆ เจ้าหน้าด่างจึงค่อยๆโผล่หัวออกมาจากท่อ หน้าตามอมแมม ท่าทางหวาดกลัว เดินเขยกๆ ขาหลังข้างหนึ่งใช้การไม่ได้

“หน้าด่าง เป็นอะไร” คนเลี้ยงแมวน้ำเสียงตกใจ เดินเข้าไปหา “โดนกัดขาเจ็บ นี่ ไอ้เกเรใช่ไหม”

เจ้าหน้าด่างพยายามเอาสีข้างถูไถคนเลี้ยง แต่ทำได้ไม่ถนัดนัก เพราะขาข้างหนึ่งใช้ไม่ได้ เลยถูกคนอุ้มมาวางไว้ใกล้จานข้าว

“เอ้า กินข้าวซะ ไอ้เกเรมาเดี๋ยวจะซัดมันให้” เจ้าหน้าด่างก้มหน้ากินอาหารสลับกับเงยหน้าขึ้นมามองดูคนเลี้ยง เหมือนกลัวว่าคนจะแอบหนีไป ทิ้งให้อยู่ตัวเดียว “ไม่ต้องกลัวหรอก ถ้ามันมาล่ะก็ต้องโดนซัดแน่ๆ”

ด้วยเหตุนี้คนเลี้ยงแมวจึงโกรธไอ้ตัวเกเรจริงๆ เจอทีไรเป็นต้องไล่ขว้างกันทุกที มีอยู่ครั้งหนึ่งกระขว้างรองเท้าไปโดนจังๆเสียงดังบึบ ไอ้เกเรวิ่งลัดซอย กระโดดข้ามกำแพงเข้าไปในบริเวณบ้านคุณยาย ได้ยินเสียงคุณยายตวาด มันกระโดดข้ามกำแพงกลับออกมาอีก พอดีเจอกับคนเลี้ยงแมวที่เดินออกไปยืนอยู่กลางซอย โดนขว้างด้วยรองเท้าอีกทีหนึ่ง ไอ้ตัวร้ายเตลิดไปทางท้ายซอย ได้ยินเสียงหมาเห่ากันขรม

“ไอ้นี่มันเกเรจริงๆ” คุณยายเดินมายืนอยู่ข้างกำแพงที่สูงราวหน้าอก ตรงที่ไอ้เกเรกระโดดข้ามออกมา พูดกับคนเลี้ยงแมว “ไล่กัดเขาทุกวัน ไล่เข้ามาในบ้านนี่ ฉันต้องคอยเอาอะไรขว้างอยู่บ่อยๆ”

“ตัวหนึ่งโดนกัดขาเจ็บต้องเดินเขยกๆ” คนเลี้ยงแมวบอก “ทำไมถึงดุอย่างนี้ก็ไม่รู้”

“ฉันก็คอยดูให้อยู่ค่ะคุณ” คุณยายพูดต่อ “ตัวที่มีท้องน่ะ ชอบเข้ามานอนอยู่แถวนี้ ไอ้ตัวเกเรเที่ยวตามมาหาเรื่อง ฉันต้องคอยไล่ พักหลังๆนี่อีกตัวเขาก็เข้ามาหลบอยู่ในนี้เหมือนกัน”

ไอ้เกเรกลายเป็นปัญหาของแมวและคนเลี้ยงแมว แม่อ้วนไม่น่าห่วงเท่าไรเพราะกลางวันจะไปหลบที่บ้านคุณยาย กลางคืนก็เข้านอนในบ้าน ตกหนักที่เจ้าหน้าด่าง ต้องวิ่งหลบลงท่อเพื่อหนีภัย

ขาที่โดนกัดใช้เวลาหลายวันกว่าจะหาย เสาร์อาทิตย์คนอยู่บ้าน เจ้าหน้าด่างดูมีความสุข คนเลี้ยงกวาดใบไม้ในบริเวณบ้านมันก็จะมาคลอเคลียอยู่ไม่ห่าง ตอนนี้ชักจะติดคนมากกว่าติดแม่แล้ว หนูอ๋อมหลานคุณยายก็เข้ามาเล่นด้วย บางทีก็ช่วยเก็บใบไม้ใส่ถุงพลาสติกดำใบใหญ่ เจ้าหน้าด่างก็เข้าไปดมๆ หนูอ๋อมขยับหนี

“มันไม่กัดหรอกหนูอ๋อม” คนเลี้ยงแมวบอก “มันอยากจะคุยกับด้วยน่ะ”

“แมวคุยเป็นด้วยเหรอน้า” หนูอ๋อมถาม แมวดมๆแล้วก็ยกเท้าหน้าแตะมือ หนูอ๋อมกระตุกมือหนี

“คุยสิ มันร้องเหมียวๆตอนอยู่กับคน นั่นแหละมันคุยกับเรา เพียงแต่เราฟังภาษามันไม่รู้เรื่อง” คุณน้าตอบ มือก็เก็บใบไม้เสียงดังกรอบแกร็บ “หนูอ๋อมลองลูบหัวมันดูสิ”

หนูอ๋อมลูบหัวแมวตามที่คุณน้าบอก ครั้งแรกเจ้าหน้าด่างก้มหัวหลบ ต่อมาก็ดันหัวขึ้น จากนั้นเอาสีข้างถูไถ แสดงความไว้วางใจ

“น้าๆ ดูสิ มันหงายท้องด้วยล่ะ”

หนูอ๋อมพูดแล้วหัวเราะชอบใจ เจ้าหน้าด่างนอนหลายท้อง ยกหัวขึ้นมาเลียมือเล็กๆข้างนั้น

“ระวังอย่าไปโดนขาหลังมันล่ะ มันยังเจ็บอยู่ เดี๋ยวมันตกใจจะกัดเอา”

“มันเป็นอะไรถึงเจ็บ”

“โดนตัวเกเรกัด เดินเขยกตั้งหลายวัน ตอนนี้ดีขึ้นแล้ว”

“ไอ้ตัวเกเร ตัวใหญ่ๆ มันชอบเข้าไปในบ้านหนู” หนูอ๋อมพูดพลางลูบหลังเจ้าหน้าด่าง ซึ่งตอนนี้ลุกขึ้นยืนแล้ว “หนูไล่มันหนีเตลิดไปเลย”

“ดีๆ” คุณน้ายัดใบไม้ลงในถุงดำ แล้วหันไปถาม “แบบนี้หนูอ๋อมก็ช่วยน้าเลี้ยงแมวได้ล่ะสิ”

“หนูเอาหมูปิ้งให้มันกินบ่อยๆ ตอนกลางวันมันไปอยู่ที่บ้านหนู แต่ไม่ใช่ตัวนี้”

“นั่นแม่อ้วน ตัวเมีย ตอนนี้กำลังตั้งท้อง”

“จริงเหรอ” เสียงหนูอ๋อมตื่นเต้น มองหน้าคุณน้า “อีกหน่อยก็มีลูกแมวใช่ไหม”

“ใช่แล้วล่ะ” คุณน้ายิ้ม “หนูอ๋อมจะช่วยเลี้ยงไหมล่ะ”

“ช่วย หนูจะช่วย หนูจะคอยไล่ตัวเกเรไม่ให้มาใกล้แถวนี้”

“แล้วจะช่วยดูเจ้าหน้าด่างนี่ด้วยไหมล่ะ”

“ดู หนูจะช่วยดูทุกตัวเลย”

“ดีๆ ดีมาก” คุณน้าพูดพลางมัดปากถุง “เอาล่ะ เสร็จแล้ว ทีนี้เราไปหาไอติมกินดีกว่า”

คุณน้าหิ้วถุงใส่ใบไม้ออกไปวางไว้ริมกำแพงหน้าบ้าน เดินมาเปิดก๊อกน้ำล้างมือ จากนั้นก็เข้าไปหยิบกระเป๋าสตางค์ในบ้าน เดินออกไปทางปากซอย

“มาเร็ว ตามน้ามา” คุณน้าเรียก “ร้อนๆอย่างนี้เดี๋ยวคนอื่นซื้อไปกินหมด ช้าแล้วอดจริงๆนะ”

หนูอ๋อมทิ้งเจ้าหน้าด่าง รีบเดินจ้ำตามคุณน้าไป แมวมองตามท่าทางงงๆที่จู่ๆคนก็เดินหนี

แล้ววันหนึ่งหน้าด่างก็หายไป เวลาผ่านไปเป็นสัปดาห์ เป็นเดือน และหลายเดือนก็ยังไม่กลับมา คนเลี้ยงบ่นหาด้วยความเป็นห่วง กลัวว่าจะถูกรถทับตาย หรือถูกกัดจนบาดเจ็บกลับบ้านไม่ได้

“สงัสยจะติดสาวแล้วกลับบ้านไม่ถูก” สามีสันนิษฐาน “มันโตเป็นหนุ่มแล้ว คงออกไปท่องเที่ยวตามประสาแมวๆ”

“เป็นอย่างนั้นก็ดี” ภรรยาไม่ค่อยเชื่อข้อสันนิษฐานของสามีนัก เหตุผลก็คือ…”กลัวจะถูกไอ้เกเรไล่กัดจนไม่กล้าอยู่ที่นี่อีกน่ะสิ มันคงหนีเจ้าตัวเกเรแน่ๆ”

เมื่อหายไปแรกๆคนเลี้ยงยังเคาะจานข้าวและร้องเรียกทุกๆวัน ถึงแม้เจ้าหน้าด่างจะไม่กลับมา แต่ก็ยังคลุกข้าวใส่จานวางไว้ที่เดิม เผื่อว่าถ้ามันกลับมาเมื่อไรจะได้มีข้าวกิน เมื่อแน่ใจว่าเจ้าหน้าด่างไม่กลับมาแล้วจึงเลิกร้องเรียกเลิกเคาะจาน เพียงแต่คลุกข้าวมาวางไว้เท่านั้น

ผ่านไปสองสามเดือน วันหนึ่งสามีออกไปซื้อของที่ร้านค้าตอนเช้า กลับเข้ามาเล่าเรื่องให้ภรรยาฟังด้วยความตื่นเต้น

“เมื่อกี้เจอเจ้าหน้าด่าง มันเรียกร้องเหมียวๆที่มุมกำแพงซอยห้า”

“จริงเหรอ ใช่หน้าด่างจริงๆเหรอ”

“จริง” สามียืนยันหนักแน่น “พอเดินผ่านไปมันร้องเหมียวๆในพุ่มไม้ พอเข้าไปดูใกล้ๆเป็นเจ้าหน้าด่าง มันคงจำได้ถึงร้องเหมียวๆ แต่ไม่ยอมให้จับ เรียกกลับบ้านก็ไม่มา”

“ช่างเขาเถอะ เขาคงมีความสุข” ภรรยาถอนใจโล่งอก “แค่รู้ว่าไม่เป็นอะไรก็สบายใจแล้ว”

“ตัวอ้วนบึ๊กเลย” สามียังเล่าต่อ “ตัวโตพอๆกับไอ้เกเร ถ้าเจอกันเจ้าหน้าด่างคงไม่กลัวอีกแล้ว อยากให้กลับมาอยู่ด้วยจัง”

“คุณนี่ ช่างเขาเถอะน่า เขาอยู่อย่างนั้นก็ดีแล้ว” ภรรยาว่า

“ก็คงดีจริงๆนั่นแหละ ถึงไม่กลับมา” สามีพูดพึมพำ “หนีภัยจากไอ้เกเรไปนานคงได้ประสบการณ์เยอะแยะ ตอนนี้อาจเป็นเจ้าพ่อคุมซอยนั้นแล้วก็เป็นได้”

แม้จะรู้แน่ชัดว่าเจ้าหน้าด่างไม่มาแล้ว แต่จานข้าวก็ยังเต็มอยู่ทุกวัน เผื่อจะแวะมากินและเยี่ยมบ้านเก่าบ้าง

เรื่องอื่นๆในหมวดเดียวกัน

Tags: , , , , ,

เชิญแสดงความคิดเห็นครับ

Free counter and web stats