10 November 2008บ้านของแมว ๗: เป็นหมันซะแล้ว
ตั้งแต่โตเป็นสาวสวย แม่อ้วนไม่ค่อยเจ็บไข้ได้ป่วย สุขภาพแข็งแรง หมั่นลับเล็บ ขยันเลียทำความสะอาดเนื้อตัวให้เรี่ยมอยู่เสมอ จนขนเรียบเป็นเงางาม
ตกกลางคืนได้ยินแมวหนุ่มส่งเสียงหง่าวๆอยู่ท้ายซอยปากซอย แรกๆได้ยินเสียงแม่อ้วนแสดงอาการสะดุ้งกลัว วิ่งแจ้นเข้าไปหลบในซอก ใต้ตู้ ใต้เตียง หรือที่ไหนก็ได้ที่พอจะใช้ซ่อนตัว ต่อมาก็คุ้นเคยแค่แอบอยู่หลังม่าน นานเข้าพอได้ยินก็มานั่งอยู่ตรงประตูกระจก มองออกไปข้างนอกด้วยความสนใจ
อายุได้ห้าหกเดือน เป็นสาวเต็มตัว หมอแนะนำให้พาไปทำหมัน จะได้ไม่มีลูกยั้วเยี้ยให้เลี้ยงดูเพิ่มเติม เพื่อนๆพี่ๆที่ทำงานของทั้งสามีและภรรยาก็แนะนำคล้ายๆกัน ดูเหมือนคนทั้งโลกไม่อยากให้แม่อ้วนรู้จักความรัก ไม่อยากเห็นลูกที่น่ารักของแม่อ้วน แต่คนเลี้ยงไม่ค่อยเห็นด้วยกับคนอื่นๆ
“ปล่อยเขาเถอะ ให้เขาได้รู้จักธรรมชาติ ให้มีโอกาสสืบพันธุ์ เป็นหน้าที่ที่สำคัญไม่ว่าของคนหรือสัตว์” สามีบอกภรรยาและคนอื่นๆที่ให้คำแนะนำที่สุดจะรับได้นี้ “อย่าไปฝืนธรรมชาติมากนักซี”
แต่หลายเสียง หลายคำพูด หลายเหตุผล ฟังแล้วชักเข้าเค้า เป็นต้นว่า เลี้ยงตัวเดียวคงพอไหว ค่าใช้จ่ายก็ไม่มาก แต่ถ้าหลายตัวแมวอาจจะกินเยอะจนเราหมดตัวก็ได้ ไหนจะเรื่องขี้เรื่องเยี่ยวเขาอีกล่ะ กลิ่นเหม็นจะตาย นอกจากซื้อปลาทูให้แมวแล้วยังต้องซื้อทรายมาใส่กาละมังเป็นที่อึอีก ถ้าปล่อยให้ไปปลดทุกข์ตามมีตามเกิดต้องเหม็นไปทั้งซอยแน่ๆ อีกอย่างเลี้ยงตัวเดียวเราให้ความรักเขาได้เต็มที่ แต่ถ้าหลายๆตัวล่ะจะทำยังไง ไปไหนมาไหนไม่เป็นห่วงเหรอ ตัวเดียวเอาไปฝากหมอให้ดูแลได้…
เมื่อได้ฟังบ่อยๆเข้าใจหนึ่งเริ่มเห็นคล้อยตาม ถึงขนาดสอบถามกันว่าถ้าตกลงทำหมันจริงๆ ใครจะเป็นผู้พาแม่อ้วนไปหาหมอ พูดกันหลายวันก็ยังเกี่ยงกันอยู่
“กลัวเขาเจ็บ ไม่กล้าไปหรอก คุณพาไปสิ ” ภรรยาบอกสามี ทำหน้าบอกอาการสยอง “ถ้าเราทำแบบนั้นจริงๆ แม่อ้วนต้องโกรธเราแน่ๆเลย”
“ถ้าคุณไม่พาไปแล้วใครจะทำล่ะ” สามีพูดขึ้น สีหน้าบอกให้รู้ว่าไม่ใช่หน้าที่ของผมนะ
“แต่ถ้าไม่พาไปคงมีอีกเป็นฝูงๆ แล้วจะเลี้ยงไหวเหรอ” ภรรยาถาม
“เขาเป็นสมาชิกในบ้านเราแล้ว ต้องเลี้ยงไปนั่นแหละ ไม่บาปนี่”
“แต่ก็น่าไปทำหมันนะ”
“ก็น่าทำ แต่ใครจะพาไปล่ะ”
คำถามนี้ไม่มีคำตอบ
การทำหมันแม่อ้วนกลายเป็นหัวข้อถกเถียงในบ้านไปหลายวัน จนกระทั่งวันหนึ่งพี่อี๊ด-อัญชลีเพื่อนที่ทำงานของภรรยานั่งรถกลับบ้านด้วยหลังเลิกงาน ทั้งสองจึงเล่าเรื่องนี้ให้ฟัง เพียงแค่บอกว่าจะพาแม่อ้วนไปทำหมันเท่านนั้นแหละ พี่อี๊ด-อัญชลีก็โวยวายเสียงดังลั่นรถ
“พวกเธอจะบ้ารึยังไงฮึ ทำยังงั้นได้ยังไง ไม่อยากมีลูกแล้วเหรอ”
สองสามีภรรยาหันไปมองหน้ากันแว่บหนึ่ง สีหน้าแสดงความสงสัย ว่าทำหมันแมวมันเกี่ยวกับการที่คนจะมีลูกได้ยังไง
“ไม่เข้าใจ เกี่ยวกับคนได้ยังไง” ผู้เป็นสามีถาม ขณะขับรถกระดืบตามคันข้างหน้าไป โดยใช้ความเร็วพอๆกับเต่าวิ่ง
“เอาเขาไปทำหมัน เดี๋ยวบาปกรรมก็ตามทันหรอก ตัวเองยังไม่มีลูกแล้วยังจะเอาแมวไปทำแบบนั้นอีก ประเดี๋ยวเถอะ พวกเธอจะไม่มีลูกจริงๆ ”
คนขับรถแทบจะหัวเราะเมื่อได้ยินคำตอบ แต่ต้องกลั้นเอาไว้เพราะกลัวถูกโวยอีก ดังนั้นจึงยิ้มขำๆส่งให้ท้ายรถคันหน้า
“พี่พูดจริงๆนะนี่นะ” พี่อี๊ดย้ำ คงมองเห็นคนขับยิ้มขำผ่านกระจกส่องหลัง “เธออย่าทำเป็นเล่นไป”
“ไม่ได้ทำเป็นเล่นๆว่าสักหน่อย” คนขับรีบปฏิเสธ “แต่มันไม่เห็นจะเกี่ยวกันตรงไหน”
“เกี่ยวสิ เธอทำหมันเขา บาปก็ตามทัน เธอเป็นหมัน มีลูกไม่ได้ หรือว่าไม่อยากมี”
“อยากครับอยาก”
“ก็ทำตามที่พี่แนะนำ อย่าเอาแม่อ้วนไปทำหมันเด็ดขาด บาปกรรมจะตามสนอง”
แล้วพี่อี๊ดก็ยกเรื่องบาปกรรมของคนที่ทำกับแมวมาเป็นเรื่องประกอบ เป็นต้นว่า มีคนๆหนึ่งโกรธแมวมาก ด้วยสาเหตุใดก็ไม่แน่ชัด จึงหยิบมีดขว้างไปถูกแมวเข้า ขาหลังข้างหนึ่งของแมวโดนมีดเฉือนจนเป็นแผลเหวะหวะ เลือดสาดกระจาย อยู่ต่อมาไม่นานคนนั้นก็โดนมีดทำครัวบาดขาข้างเดียวกับที่ขว้างมีดโดนแมว ต้องเดินเขยกๆเหมือนแมวตัวนั้นไม่มีผิด อีกเรื่องหนึ่งมีอยู่ว่า…และอีกเรื่องหนึ่งก็เป็นอย่างนี้…ฯลฯ
“เห็นไหมล่ะ มันบาปจริงๆ เชื่อพี่เถอะ” พี่อี๊ดสำทับหลังจากเล่าเรื่องจบ
แล้วโครงการพาแม่อ้วนไปทำหมันก็ชลอไว้ชั่วคราว ที่จริงแล้วไม่ได้เชื่อตามที่พี่อี๊ดว่ามานั่นหรอก เรื่องบาปกรรมนั่นน่ะดูเลื่อนลอยไปสักหน่อย (สามีพูดกับภรรยา) ถ้าเป็นอย่างที่ว่านั่นจริงๆล่ะก็ ป่านนี้หมอที่ทำหมันแมว หรือสัตว์เลี้ยงอื่นๆคงกลายเป็นหมันกันหมดแล้ว หมอตอนควายที่บ้านนอกที่เคยเห็นสมัยเป็นเด็ก แกมีลูกตั้งสิบคน มีหลานอีกหลายโหล ดังนั้นต้องพาแม่อ้วนไปทำหมันแน่ๆ เพียงแต่รอโอกาสเหมาะเท่านั้นแหละ
เมื่อโอกาสยังไม่เหมาะ แม่อ้วนจึงกลายเป็นสาวสวยบริสุทธิ์อยู่ต่อไป ออกไปเที่ยวตอนหัวค่ำกลับบ้านตอนดึกบ่อยๆ ใช้เสรีภาพของแมวอย่างเต็มที่
แล้วจู่ๆวันหนึ่งแม่อ้วนก็หายไป เช้าแล้วก็ยังไม่กลับบ้าน คนไปทำงานกลับมาถึงตอนมืดแล้วก็ยังไม่เห็นแม่อ้วน จนดึกก็ไม่มีวี่แววว่าจะมา
“เอ! หายไปไหนนะแม่อ้วน” คนเลี้ยงกระวนกระวายเป็นห่วง “ถูกรถทับหรือเปล่าก็ไม่รู้”
“ลองถามคุณยายดูไหมล่ะ” ภรรยาเสนอความคิดเห็น
ผู้เป็นสามีต้องเดินไปถามคุณยาย
“ปกติเขาจะมาวนเวียนอยู่แถวๆนี้” คุณยายตอบ “แต่วันนี้ไม่เห็นตั้งแต่เช้าแล้วล่ะคุณ”
“กลัวออกไปถนนไหญ่แล้วถูกรถทับน่ะครับ” คนเลี้ยงเปรยด้วยน้ำเสียงเป็นกังวล
“ไม่มีหรอกค่ะ ฉันอยู่ทั้งวัน ไม่เห็นได้ยินใครพูดว่ารถทับแมว ถ้ามีก็รู้แล้วล่ะ”
เป็นอันว่าโล่งใจไปเปลาะหนึ่ง แม่อ้วนยังไม่ตาย แต่อยู่ที่ไหน
“เดี๋ยวคงมาเองนั่นแหละ อาจจะไปกับตัวผู้ก็ได้” คุณยายพยายามหาเหตุผลมาปลอบใจคนเลี้ยงแมว “เมื่อคืนได้ยินเสียงร้องหง่าวๆ อาจจะไปด้วยกันก็ได้ ตอนกลางวันก็ไม่เห็นไอ้ตัวผู้ที่มันชอบมาวนเวียนอยู่แถวนี้”
ข้อสันนิษฐานของคุณยายดูจะเข้าเค้าอยู่ทีเดียว เมื่อพยายามนึกทบทวนก็จำได้ว่าเมื่อคืนนี้คุณดูท่าทางแม่อ้วนกระวนกระวายเมื่อได้ยินเสียงร้องหง่าวๆ พยายามจะออกไปข้างนอกให้ได้ โดยหันรีหันขวางแล้วเอาเท้าไปงัดแงะประตูกระจก พอเปิดประตูให้ก็รีบจ้ำออกนอกประตูรั้วไป
คนเลี้ยงเดินกลับบ้าน เล่าข้อสันนิษฐานของคุณยายให้ฟัง ฝ่ายภรรยาจึงมีสีหน้าดีขึ้น แต่ยังไม่วางใจ
“หรือจะโดนกัดเจ็บหนักจนกลับบ้านไม่ได้ก็ไม่รู้”
“ไม่หรอกน่า” สามีพยายามทำให้ภรรยาสบายใจ
แล้วแม่อ้วนก็ไม่เป็นไรจริงๆ วันต่อมาจึงกลับบ้านในสภาพหิวโซ พอคลุกข้าวกับปลาทูให้ก็กินเอาๆจนแทบหายใจไม่ทัน พออิ่มแล้วก็เลียทำความสะอาดเนื้อตัว จากนั้นจึงนอนแบบแผ่หมดแรงแมว คนเลี้ยงมองแล้วหัวเราะขำด้วยความโล่งใจ
ยังมีข้อสงสัยอยู่อย่างหนึ่ง แม่อ้วนหายไปไหนสองวันสองคืน แต่ต่อมาไม่นานความลับก็เปิดเผย เมื่อแม่อ้วนท้องป่องขึ้น นมโตขึ้น กินจุขึ้น ลองซื้ออาหารสำเร็จรูปมาให้ก็กิน ทั้งๆที่แต่ก่อนดมแล้วเมิน พอกินเสร็จก็นอน กลางคืนไม่ยอมออกไปท่องราตรีอีก
หนีตามหนุ่มไปสองวันสองคืน กลับมามีท้อง อีกไม่นานก็ต้องมีลูกแมว
“ดีแล้วที่พวกเธอไม่ได้ทำบาป” พี่อี๊ดพูดพลางยิ้มเมื่อทั้งสองเล่าให้ฟัง “เลี้ยงลูกแมวไปก่อน เดี๋ยวลูกคนก็ตามมาเอง เชื่อพี่ซี”
พราะเชื่อพี่อี๊ดนี่แหละ (แม้จะไม่ยอมรับตรงๆก็เถอะ) แม่อ้วนจึงได้ท้องป่องแบบนี้ ส่วนเรื่องที่จะพาไปทำหมันนั่นน่ะ ตอนนี้กลายเป็นหมันไปแล้ว
เรื่องอื่นๆในหมวดเดียวกัน
Tags: นวนิยายแมว, บ้านของแมว, สัตว์เลี้ยง, เลี้ยงแมว, แมว, โกศล อนุสิม






