10 November 2008บ้านของแมว ๖ : เสรีภาพของแมว


เห็นรูปแล้วใครๆก็ว่าสวย ขนสีน้ำตาลเรียบเป็นมัน จมูกสีดำ ใบหน้าสีน้ำตาลเข้ม ตาสะท้อนแสงแฟลชเห็นในรูปเป็นสีเขียวมรกต หนวดสีขาวตัดกับสีขนมองเห็นเด่นชัด ใต้คางสีขาวไล่ยาวไปจนถึงท้อง เท้าทั้งสี่สีขาวยาวมาจนถึงเกือบครึ่งแข้ง มองดูเหมือนใส่ถุงเท้าสีขาวไม่มีผิด เจ้าของร้านล้างอัดรูปถึงกับเอ่ยปากขอไว้รูปหนึ่ง คนเลี้ยงรู้สึกเป็นปลื้มไปหลายวัน

“เขาบอกว่าจะเอาไว้ติดหน้าร้าน” คนพูดน้ำเสียงภูมิใจขณะบอกสามี พลางเปิดดูรูปแมวในอัลบั้มเป็นรอบที่เท่าไรก็จำไม่ได้

แม่อ้วนกลายเป็นดาราหน้ากล้องตั้งแต่ยังเด็ก คนเลี้ยงโดยเฉพาะสามีมักจะวิ่งหยิบกล้องวุ่นวายเมื่อเห็นแมวแสดงท่าทางมันๆ อย่างเช่นนอนแยกเขี้ยวเอาขาชี้ฟ้าซึ่งเป็นท่านอนยอดนิยมอีกท่าหนึ่ง หรือนอนหลับเอาเท้าข้างหนึ่งปิดหน้า ท่านอนเรียบร้อยเป็นนางงามแมวก็มีให้เห็นบ่อยๆ บางครั้งก็นอนเอาคางเกยเท้าชำเลืองมองกล้อง ส่วนตอนอ้าปากหาวที่คนเลี้ยงบอกว่าเป็นรอยยิ้มนั้น คนถ่ายรูปคว้ากล้องไม่เคยทันสักที

เพื่อนๆที่ที่ทำงานของภรรยาก็ชมกันใหญ่ บางคนขอรูปจากอัลบั้มเอาไว้ดู รูปของแม่อ้วนนั้นติดฟิล์มไปด้วยทุกครั้งที่มีการถ่ายรูป หลายคนแซวกันว่า คู่นี้ช่างเห่อแมวหลือเกิน ทำอย่างกับว่าเป็นลูก สงสัยทำลูกไม่เป็นเสียล่ะมั้งถึงได้เลี้ยงแมวเหมือนลูกแบบนี้

“รอให้มีลูกก่อน แม่อ้วนก็แม่อ้วนเถอะ ตกกระป๋องอย่างไม่ต้องสงสัย”

พี่อี๊ด-อัญชลี ซึ่งเลี้ยงหมาไว้ที่บ้านให้คำทำนาย โดยไม่ลืมเล่าเรื่องจริงของตัวเองเป็นเป็นหลักฐานประกอบว่า แต่ก่อนหมาที่เลี้ยงไว้ก็เป็นสุดที่รักเหมือนแม่อ้วนนี้แหละ แต่พอมีลูกแล้วต้องให้อยู่นอกบ้าน เพราะกลัวจะเป็นอันตรายต่อลูก

“ยิ่งแมวนี่ขนมันร่วงเยอะ เด็กๆสูดเข้าไปล่ะก็เป็นหอบหืด เป็นอันตรายมากกว่าหมาตั้งหลายเท่า พอมีลูกแล้วเธอต้องให้แมวอยู่นอกบ้านเชียวนะ” พี่อี๊ด-อัญชลีย้ำ

แต่คนเลี้ยงยืนยันว่า ไม่เป็นไรหรอกมั้ง ให้อยู่ในบ้านนั่นแหละ จะแก้ไขโดยการกวาดบ้านบ่อยๆ ซื้อเครื่องดูดฝุ่นมาดูดขนแมว ที่บอกว่าต้องให้ออกไปอยู่นอกบ้านนั่นน่ะ แค่คิดก็สงสารเขาแล้ว

“คอยดูเถอะน่า” พี่อี๊ดพูดยิ้มๆ แล้วบอกว่า “พี่ขอรูปแม่อ้วนใบหนึ่งสิ จะเอาไปให้สามีพี่ดู เขาชอบแมวเหมือนเธอนี่แหละ”

ปกติแล้วเมื่อถึงเวลาคนนอนแมวก็เข้ามาในบ้านวิ่งเล่นตามประสาไปเรื่อย จนคนออกจากบ้านตอนเช้านั่นแหละจึงออกไปอยู่ข้างนอกทั้งวัน แต่แล้ววันหนึ่งเมื่อเข้าบ้านเรียบร้อย คนจะนอนแต่แมวไม่นอน ไปนั่งตรงประตูกระจกมองดูเจ้าหน้าด่างกับแมวตัวอื่นๆวิ่งไล่กันอยู่นอกบ้าน

“ทำไมหรืออ้วน” คนเลี้ยงสงสัย “ไม่นอนหรือฮึ จะปิดไฟแล้วนะ”

แม่อ้วนไม่ตอบ ยังคงจ้องมองออกไปข้างนอก ขยำกระดาษโยนให้ก็ไม่เล่น หันหน้ามาหาคนเลี้ยงแล้วร้องเหมียวๆ

“เขาอยากออกไปข้างนอกรึเปล่า” ภรรยาถามสามี “ลองเปิดประตูให้เขาสิ”

สามีไม่ค่อยอยากเปิดเท่าใดนัก แต่ก็ทำตามภรรยาว่าโดยดี พอประตูเลื่อนออก แม่อ้วนลุกขึ้นกระโดดหยอยออกจากบ้าน เข้าร่วมกลุ่มกับเจ้าหน้าด่างทันที

คนเลี้ยงเดินไปเปิดไฟหน้าบ้านสว่างไสว มองเห็นแมววิ่งเล่นหยอกล้อกันอย่างสนุกสนาน แม่อ้วนก็เข้าร่วมวงกับเขาด้วย ต่อมาเจ้าหน้าด่างเป็นจ่าฝูงวิ่งลอดรั้วเหล็กออกไป ตัวอื่นๆวิ่งตามเป็นพรวน รวมทั้งแม่อ้วนด้วย

“ออกไปข้างนอกกันหมดเลย” สามีพูดขึ้น หันไปมองหน้าภรรยา “แล้วจะพาแม่อ้วนเข้าบ้านได้ยังไงกันล่ะนี่”

“ก็ปล่อยเขาไปเถอะ เขาอยากไปวิ่งเล่นบ้าง ไม่รู้รึไง แมวน่ะเขารักอิสระเสรีจะตายไป”

“รู้แล้วล่ะ แต่อดเป็นห่วงไม่ได้ ถ้าเผื่อเขาจะเข้าบ้านตอนดึกๆแล้วจะรู้ได้ยังไงล่ะ”

“คุณน่ะเป็นเอามากนะนี่” ภรรยาว่า สามีเงียบ

แต่แม่อ้วนหาวิธีเข้าบ้านจนได้ โดยไปร้องเรียกเหมียวๆตรงกับหน้าต่างห้องนอน คนเลี้ยงต้องลุกไปเปิดประตูหลังบ้านให้เข้าทางห้องครัว

แม้จะรู้ว่าแมวนั้นเป็นสัตว์ที่รักอิสระเสรี ชอบท่องเที่ยวไปทั่ว แต่ก็อดเป็นห่วงไม่ได้ ดึกๆเสียงแมวกัดกันร้องลั่นในซอย ได้ยินแล้วก็นึกเป็นห่วงแม่อ้วน คืนไหนไม่ได้ยินเสียงร้องเรียกที่หน้าต่าง ตื่นขึ้นมากลางดึกต้องไปเคาะประตูกระจกเรียก ปกติแล้วถ้าได้ยินเสียงเคาะแม่อ้วนจะวิ่งมาทันที แต่บางคืนก็เงียบ

“ปล่อยเขาไปบ้างเถอะน่า” ภรรยาบอกสามีที่คอยฟังเสียงแมว “กลับมาถึงเขาก็เรียกเองนั่นแหละ”

ยิ่งโตมากขึ้นแม่อ้วนก็ออกเที่ยวนอกบ้านบ่อยขึ้น บางคืนมาร้องเรียกเหมียวๆตอนค่อนรุ่ง เข้าบ้านด้วยอาการหิวโหยจนต้องรีบคลุกข้าวให้กิน พออิ่มแล้วจึงจัดการเลียขนเสริมสวย จากนั้นค่อยนอน

อีกไม่นานต่อมาก็มีแมวแปลกหน้ามาป้วนเปี้ยนในซอย เป็นแมวตัวผู้ท่าทางบึกบึนว่องไว มาด้อมๆมองๆตามพุ่มไม้ข้างรั้ว บางทีเจอะหน้ากันสองตัว ต่างฝ่ายต่างขู่ฟ่อแล้วเลี่ยงหลบ กลางคืนได้ยินเสียงร้องเรียกสาวหง่าวๆ

“สงสัยมาจีบแม่อ้วนล่ะมั้งนี่ ท่าทางแม่อ้วนจะเสน่ห์แรง” สามีคนเลี้ยงแมวเปรยกับภรรยา “ไม่รู้ว่าเสร็จไอ้หนุ่มนั่นไปแล้วยัง ”

“ยังหรอกมั้ง เมื่อวานเห็นวิ่งแจ้นเข้าบ้าน หลบไอ้ตัวผู้ที่มาร้องหง่าวๆอยู่แถวๆนี้”

แขกประจำซอยก็คือตัวผู้สีน้ำตาลเข้มจนเกือบดำ รูปร่าง หน้าตา สีขนเหมือนแม่อ้วน ต่างกันแค่แม่อ้วนมีสีขาวแซม แต่หมอนี่สีเดียวตลอด ภรรยาคนเลี้ยงแมวตั้งข้อสังเกตว่า ตัวนี้น่าจะเป็นพ่อของแม่อ้วน เพราะลักษณะใกล้เคียงกันมาก

“แต่นิสัยต่างกัน ตัวนี้เกเร ชอบไล่กัดตัวอื่น โดยเฉพาะเจ้าหน้าด่าง ต้องวิ่งหลบลงท่อทุกที”

แล้วเจ้าตัวนี้ก็ได้ชื่อว่าไอ้ตัวเกเร แรกๆก็นานๆจะมาสักครั้งหนึ่ง แต่ต่อมาไม่นานก็กลายเป็นเจ้าพ่อประจำซอย

“หวังว่าแม่อ้วนคงไม่ถูกมันกัดเอา ท่าทางมันจะกัดไม่เลือก” ภรรยาคนเลี้ยงแมวพูดขึ้นด้วยความเป็นห่วง

“ถ้าเห็นล่ะก็จะฟาดให้หลังแอ่นเลย” ผู้เป็นสามีพูดน้ำเสียงจริงจัง “ที่มันไล่ฟัดเจ้าหน้าด่างโทษก็หนักหนาสาหัสแล้ว”

“น่อยๆหน่อยคุณ” ภรรยาว่า ยิ้มขำๆเมื่อเห็นท่าทางเอาจริงเอาจังของสามี “ก็ไหนคุณเคยบอกว่า สัตว์ที่แข็งแรงกว่าย่อมเป็นผู้ชนะไง”

“นั่นน่ะเป็นทฤษฎี” สามีตอบ “แต่ถ้าขืนไอ้เกเรนี่กัดแม่อ้วนล่ะก็ โทษยิ่งกว่าประหาร คือต้องหาทางจับไปปล่อยวัดแน่ๆสถานเดียว”

แต่แม่สาวแสนสวยดูเหมือนไม่สนใจความร้ายกาจของเจ้าเกเร ตกกลางคืนยังคงออกท่องเที่ยวไปตามประสาแมว สัตว์เลี้ยงที่รักอิสระที่สุดในโลก จวบจนค่อนคืนจึงมาร้องเรียกเหมียวๆที่หน้าต่างห้องนอน ในที่สุดคนเลี้ยงก็ทำใจได้ เข้าใจในเสรีภาพของแมว

เรื่องอื่นๆในหมวดเดียวกัน

Tags: , , , , ,

เชิญแสดงความคิดเห็นครับ

Free counter and web stats