10 November 2008บ้านของแมว ๑ : ต้นตระกูลแมว
โบราณท่านว่าไว้ มีสัตว์สองเท้าสี่เท้าเข้าบ้านนับเป็นลางดี เลี้ยงเขาไว้ ดูแลเขาให้เหมาะแล้วจะมีโชค จะอยู่เย็นเป็นสุข ข้อหลังที่ว่าเป็นสุขนั้นสองภรรยาหนุ่มสาวยอมรับว่าเป็นความจริง แต่ก็มีความทุกข์คู่กันมาด้วย เห็นชัดตอนที่ได้แม่อ้วนเข้าบ้าน
แม่อ้วนที่ว่านี้ก็คือแมว ตอนที่มาอยู่ด้วยวันแรกนั้นยังเป็นลูกแมวตัวเล็กๆ อายุคงสักสิบวันเห็นจะได้ เดินก็ยังไม่แข็งแรงด้วยซ้ำ ตัวเล็กขนาดเข้าไปนอนในรองเท้าได้นั่นแหละ
เจ้าลูกแมวมาร้องอยู่หน้าบ้านหนึ่งวันหนึ่งคืน ร้องเหมือนหิว เหมือนโกรธแค้น เหมือนตื่นกลัว คละเคล้ากันไป ร้องเป็นระยะๆ สลับกับครางหงิงๆ ตั้งแต่หัวค่ำจนสว่าง และต่อไปจนถึงค่ำของอีกวันหนึ่ง
คืนที่ลูกแมวร้องนั้น คุณสามีนอนแทบไม่หลับ แรกๆก็เพราะหนวกหู ต่อมานึกสงสาร ได้แต่เดาเอาว่าแม่ของเธอคงลืมคาบไปด้วย และคิดว่าในไม่ช้าคงกลับมาเอาคืน
ตื่นตอนเช้าจะไปทำงาน เจ้าเหมียวยังครางอยู่ในพุ่มไม้ข้างกำแพงบ้าน
“สงสัยถูกทิ้งแล้วล่ะมั้งนี่” สามีเปรยกับภรรยาขณะเปิดประตูรั้วบ้าน “ร้องทั้งคืนจนนอนแทบไม่หลับ”
“ก็เห็นแม่มันวิ่งอยู่แถวนี้ทุกวันนี่นา ไม่น่าจะทิ้งลูกนะ” ภรรยาออกความเห็น “คงจะเป็นลูกไอ้ตัวลายๆนั่นแหละ เห็นท้องยุ้ยนมแดงแจ๋”
“คงใช่ล่ะ”
ในซอยมีแมวเถื่อนอยู่สองสามตัว คอยคุ้ยเขี่ยถังขยะจนหกเรี่ยราด ได้กลิ่นเหม็นหึ่งพอประมาณต้องคอยเก็บคืนถังแทบทุกเช้า
สามีพารถออกจากบ้าน เข้าร่วมในกระแสจราจรอันคับคั่งบนถนนใหญ่ เป้าหมายก็คือที่ทำงานซึ่งอยู่ไกลออกไปไม่เกินสิบกิโลเมตร แต่ดูเหมือนอยู่ไกลสุดชายแดนประเทศ ใช้เวลาฝ่าทะเลรถบนถนนนับชั่วโมงกว่าจะถึง
“ลูกแมวตัวนั้นมันจะรอดไหมนะ” จู่ๆภรรยาก็พูดถึงลูกแมวขึ้นมา “ถ้าเผื่อแม่มันไม่เลี้ยงคงต้องตายแน่ๆ”
“ตอนเย็นถ้ามันยังอยู่จะเลี้ยงเอง” สามีหันไปบอก ในใจก็คิดว่า ถึงตอนเย็นแม่มันคงมาคาบเอาไปแล้วล่ะ มันคงไม่ปล่อยลูกทิ้งหรอก สัตว์ก็รักลูกเหมือนกัน
แต่คาดผิด เพราะพอกลับไปถึงบ้านตอนเย็น เจ้าลูกแมวคลานเข้ามาร้องหงิงๆอยู่ตรงโคนต้นมะม่วงในบ้าน ท่าทางจะหมดแรง
“จะเลี้ยงยังไงล่ะนี่” สามีพูดขึ้น “ไม่เคยเลี้ยงแมวสักที ตอนเป็นเด็กก็เคยเลี้ยงแต่หมา”
เจ้าลูกแมวครางหงิงๆเมื่อภรรยาอุ้มขึ้นมาดู ปากเล็กๆซุกไซร้เหมือนจะหาหัวนม หางชี้ชัน เท้ายันฝ่ามือ ดุนปากไปตามซอกนิ้ว
“โอ๋ๆ หิวเหรอลูก” คนพูดกับแมวด้วยน้ำเสียงอาทร แล้วหันมาสั่งอีกฝ่าย “ไปซื้อนมหน่อยสิ เอานมจืดนะ เจ้าเหมียวหิวแย่แล้ว”
คนรับคำสั่งเดินไปซื้อนมทั้งๆที่ยังงงๆอยู่ สงสัยว่าจะป้อนนมเจ้าตัวเล็กนี่ยังไง ลูกคนยังจะพอป้อนได้ แต่ลูกแมวนี่สิ ยังนึกหาวิธีไม่เจอเลย
แรกๆก็เทใส่ฝ่ามือให้เลียกิน แต่ลูกแมวขนาดนี้ยังไม่รู้จักเลีย ได้แต่ทำท่าจะดูดนมแม่อยู่อย่างเดียว หน้าตาเลยเปื้อนนมจนเปียกปอน พอเป็นแบบนี้ยิ่งแผดเสียงร้องเพราะความหิว อยู่กับนมแต่ดื่มนมไม่ได้ ฟังเสียงแล้วดูเหมือนจะรันทดใจ
ทีนี้ลองแบบใหม่ ภรรยาเป็นคนค่อยๆแงะปากลูกแมวให้เผยอออก สามีเอาหลอดจุ่มนมมาหยดใส่ปากเล็กแล้วปล่อยให้กลืนกิน แรกๆทั้งคนทั้งแมวยังไม่คุ้น แต่ไม่กี่ครั้งต่อมาก็เริ่มได้ผล เจ้าเหมียวครางหงิงๆด้วยความพอใจ ไม่นานนักก็อิ่มจนท้องป่อง นอนหลับปุ๋ยทั้งๆที่หน้าตาเปื้อนนม
“รอดตายแล้วล่ะทีนี้” ภรรยาพูดขึ้น ไม่รู้ว่าพูดกับแมวหรือกับคน เอาผ้าแห้งๆมาเช็ดหน้าตาให้แมว “จะชื่อว่าอะไรดีล่ะ”
“น่าจะชื่อหมอก ดูสีสิเหมือนหมอก” สามีออกความเห็น “สีหม่นๆแบบนี้แหละสีหมอกล่ะ”
แล้วเจ้าลูกแมวผู้โชคร้ายที่ถูกแม่ทิ้ง แต่โชคดีเพราะคนเก็บมาเลี้ยงก็ได้ชื่อหมอก ได้กินนมวัววันละสองครั้งเช้าเย็น ได้นอนห่มผ้า(แต่ชอบคลานเข้าไปนอนในรองเท้า) ค่อยๆโตวันโตคืน สีขนก็ค่อยๆเข้มขึ้นเป็นสีน้ำตาลแก่จนเกือบดำ
แต่จะเป็นด้วยเหตุที่ไม่ได้กินนมแม่หรือเปล่าก็เหลือจะเดา เจ้าหมอกมักจะเจ็บป่วยอยู่เสมอ ทั้งท้องเสีย ทั้ง อาเจียร ไม่กินข้าวอยู่บ่อยๆ จึงเป็นแมวไข้ประจำร้านหมอ ตัวเล็กกว่าพี่น้องร่วมครอกที่อยู่กับแม่ซึ่งวิ่งเล่นอยู่ในซอยและเข้ามาเล่นกันในบริเวณบ้านบ่อยๆ
“ถ้าทางจะไม่ถูกโฉลกกับชื่อแฮะ” วันหนึ่งสามีพูดกับภรรยาขณะมองดูเจ้าหมอกกินข้าวคลุกปลาทู “เราน่าจะเปลี่ยนชื่อให้ใหม่ท่าจะดี”
“จะชื่ออะไรล่ะ ถึงจะเหมาะ” ภรรยาถาม
“ไม่รู้สิ คุณตั้งดีกว่าเผื่อจะถูกใจเขาบ้าง” สามีตอบ
“งั้นชื่ออ้วนก็แล้วกัน ง่ายดี ตอนนี้เธอได้ชื่อใหม่แล้วนะ ชื่ออ้วน แม่อ้วน” คนพูดลูบหัวแมวที่กำลังอร่อยกับอาหารจานโปรด “ชื่อแม่อ้วนนะ จำไว้ ขอให้อ้วนท้วนสมบูรณ์ ไม่เจ็บไม่ป่วยอีก”
แม่อ้วนไม่สนใจ ก้มหน้าก้มตาจัดการกับข้าวคลุกปลาทูจนอิ่ม จากนั้นจึงบิดขี้เกียจหนึ่งรอบ เดินไปนั่งเลียทำความสะอาดเนื้อตัวอยู่ใต้ต้นมะม่วง
ดูเหมือนว่าจะถูกชะตากับชื่อใหม่ เพราะไม่ค่อยเจ็บไข้ได้ป่วยหนักๆอีก จะผิดวิสัยแมวอยู่หน่อยหนึ่งตรงที่ชอบอยู่เงียบๆ เฝ้าดูพี่น้องอีกสองตัววิ่งเล่นหยอกล้อกัน นานๆจะเข้าไปเล่นกับเขาบ้าง เมื่อเห็นเขาคลอเคลียกับแม่ก็ได้แต่มองตาม แม้แต่กับคนเลี้ยงก็ไม่ค่อยสุงสิง ส่วนมากจะเล่นอยู่ตามลำพัง อาจเป็นเพราะไม่ได้โตมากับอ้อมอกแม่
มีอยู่อย่างหนึ่งที่แม่อ้วนทำอยู่เสมอ แม้อายุสามสี่เดือนซึ่งถือว่าเป็นช่วงวัยรุ่นของแมวแล้ว นั่นคือชอบดูดผ้าโดยทำท่าเหมือนกำลังดูดนม กลางคืนได้ยินเสียงจุ๊บจั๊บๆ พอเปิดไฟก็เห็นแม่อ้วนดูผ้าเช็ดเท้าอยู่ข้างเตียงนอน สองเท้าหน้าขยับไปมาเหมือนลูกแมวนวดนมแม่ไม่มีผิด
“ดูดนมเหรออ้วน นี่ผ้าขี้ริ้วนะไม่ใช่นม ” คนเลี้ยงบอกด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล พลางลูบหลังปลอบแมว “นอนซะ นอนซะ”
แต่แม่อ้วนไม่สนใจ ยังคงดูดต่อไปด้วยความเอร็ดอร่อย จนต้องแยกออกจากผ้าเอามาวางไว้บนเตียง
ทั้งสองรู้สึกสนุกและมีความสุขที่ได้เลี้ยงแม่อ้วน แต่ก็เป็นทุกข์เป็นกังวลถ้าแม่อ้วนเกิดหายไป หรือไปทำกิจธุระที่ไหนก็เป็นห่วง เสร็จงานต้องรีบบึ่งมาดูแมว จะไปค้างคืนที่ไหนก็ไม่อยากไป
“นี่แค่แมวนะนี่” เพื่อนฝูงหลายคนค่อนขอด “ถ้ามีลูกล่ะก็สงสัยงานก็ไม่ไปทำแน่ๆเลย”
เนื่องมาจากแม่อ้วนเป็นแมวตัวเมีย ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าพาไปทำหมันหรือฉีดยาคุม แม่อ้วนก็มีลูกเสียก่อน ดังนั้นจึงกลายเป็นต้นตระกูลแมวประจำบ้าน ซึ่งต่อมาไม่ถึงสองปีแทบทุกมุมในบ้านและนอกบ้านมีแมวจับจอง บนชั้นวางหนังสือก็ไม่เว้น
คนเลี้ยงก็เลี้ยงด้วยความสนุก คุยกับใครถ้าเรื่องแมวล่ะก็คุยได้ไม่เคยเบื่อ กลับจากทำงานก็คุยกับแมว
แต่ใช่ว่าจะสุขอย่างเดียวก็หาไม่ ทุกข์ก็มีเพิ่มขึ้น ต้องกวาดขนแมวออกจากบ้านไม่เว้นแต่ละวัน เป็นห่วงแมวเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าเพราะมีหลายตัว แมวไม่สบายก็เป็นทุกข์ หรือตัวไหนหายไปก็เป็นกังวล
นี่แหละ ฝีมือของแม่อ้วน ต้นตระกูลแมว.
เรื่องอื่นๆในหมวดเดียวกัน
Tags: นวนิยายแมว, บ้านของแมว, สัตว์เลี้ยง, เลี้ยงแมว, แมว, โกศล อนุสิม






